สปีดมาสเตอร์ รุ่น "คลาสสิก"

สปีดมาสเตอร์คลาสสิค เป็นชุดของนาฬิกาสปีดมาสเตอร์ที่ออกมาฉลองโอเมก้า 150 ปี
ซึ่งเป็นครั้งแรก และ ครั้งเดียว ที่รุ่นสปีดมาสเตอร์มีนาฬิกาแบบสามเข็มธรรมดา รวมทั้ง
นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี ที่บอก วันที่ และ ข้างขึ้นข้างแรมอีกด้วย
ผมมีความผูกพันเป็นส่วนตัวกับนาฬิกาสปีดมาสเตอร์ชุดนี้ครับ
ในปี 1992 ผมได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในยุโรปกับคุณแม่เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งก็เป็นที่นิยมกันมากในสมัยนั้น
เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในยุคที่ peak สุดๆ ผมก็ได้เป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ซึ่งได้แต่ใฝ่ฝันที่จะมีนาฬิกาดีๆ มาครอบครอง แม้จะหาเงินเองยังไม่ได้ก็ตาม อิอิอิ
สุดท้ายคณะทัวร์ก็มาหยุดที่เมือง Lucern เมืองยอดนิยมของชาวไทย เพราะมีร้าน Bucherer ที่มีคนขายชาวไทยประจำอยู่ด้วย
คุณแม่ได้ซื้อนาฬิกายอดนิยม รุ่น "สองกษัตริย์" มา 1 คู่ให้กับคุณพ่อของผม และคุณแม่เอง แต่น่าแปลกที่ผมมิได้นำพากับร้าน Buchere เลย
เพราะก่อนที่ผมจะมาเที่ยวนั้น ผมได้มีโอกาสเห็นโฆษณาในนิตยสาร Architectural Digest ของพี่สาวของผม ตามรูปด้านล่าง

ครับ ไม่รู้เป็นอย่างไร ผมกลับพิศมัยนาฬิกาด้านบนนี้มากทีเดียว และผมก็ได้พบกับสปีดมาสเตอร์คลาสสิครุ่นทูโทนที่ร้าน Les Ambassador ที่ Lucern นั่นเอง
ซึ่งคุณแม่ก็ได้กรุณาซื้อให้ผมอีกด้วย (เลือกระหว่าง 863 กับตัวนี้) เรือนนี้อยู่กับผม ผ่านร้อนหนาวมาร่วม 17 ปีครับ ไม่เคย Service เลย
ย้อนมาที่ปี 2009 ผมได้พบกับ WTB ของสยามนาฬิกาโดยคุณ dogholiday ได้ลงประกาศขายนาฬิกาสปีดมาสเตอร์คลาสสิค รุ่นสามเข็มตามรูปที่ท่านเห็นนี้ครับ
อันที่จริง ผมได้เคยเห็นตัวนี้ผ่านตามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ขายไปก่อนแล้ว มาครั้งนี้ ผมจึงได้แนะนำท่านเจ้าสำนักให้ซื้อหามา
ซึ่งท่านเจ้าสำนักก็ได้มอบหมายให้ทำการรีวิวมา ณ ที่นี้ ครับ
ในส่วนของรูปร่างภายนอก ตัว chronograph มีขนาด 38 มม. เท่ากับพวกทริปเปิ้ลเดททั่วไป แต่กระจกเป็นอาคริลิกนะครับ น่าจะเป็นเพียงรุ่นเดียวของทริปเปิ้ลเดทที่เป็นอาคริลิก
และก็เป็นรุ่นเดียวของทริปเปิ้ลเดทที่เป็นมูนเฟสเช่นกัน รุ่นนี้มีเฉพาะ ทูโทน และ ทองล้วนเท่านั้น ใช้เครื่อง Valjoux 7751 17 jewels ซึ่งสมัยนั้นมีแต่ในโอเมก้าเท่านั้น
ตัวสามเข็มก็เช่นกันใช้เครื่อง eta 2892 หรือ omega 1150 ตามธรรมดา ตัวเรือนมีขาแบบ bombe' แต่ไม่มีคราวน์การ์ด ขนาดประมาณ 35 มม. ฝาหลังแบบ snap นะครับ
กระจกเป็นอาคริลิกเช่นกันครับ


ด้านหลังของทั้งสองเรือนเขียนว่า Maison Fondee 1848 เป็นปีก่อตั้งของโอเมก้าครับ

เม็ดมะยมเป็นทอง 18k แบบแปดเหลี่ยมครับ

รูปคู่อีกสักครั้ง ก่อนแยกไปอยู่คนละกรุ

นาฬิการุ่นนี้ ดูผาดๆ แล้วเหมือนธรรมดามาก แต่หากพิจารณาดูแล้ว กลับเห็นความโดดเด่นที่สะท้อนความหรูหราจากการออกแบบได้ดี
เป็นยุคที่โอเมก้ากำลังแจ้งเกิดใหม่ เป็นยุคสมัยหลังจากปี 1989 ที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ยุคแห่งเศรษฐกิจเสรี ยุคที่ไทยจะกลายเป็นเสือของเอเชีย
หากแต่ความหวังเหล่านั้นส่วนหนึ่งมิได้กลายเป็นจริง
แต่ความฝัน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสดชื่นมิใช่หรือครับ

นาฬิกาทั้งสองตัวนี้ แม้ธรรมดามาก แต่ "หายากมากๆ" นะครับ
ราคาไม่แน่ไม่นอน อยู่กับจังหวะ และ โอกาสเท่านั้นครับ แต่นักสะสมก็ต้องรู้คุณค่าของมันด้วยเช่นกัน
ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ให้ยืมสปีดมาสเตอร์ นอนโครโนกราฟ มาเชยชมในช่วงรีวิวด้วยนะครับ
